วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ผลสรุปจากการได้ไปฟังสัมมนาทางด้านการสร้างสรรค์งานออกแบบการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์


ผลสรุปจากการได้ไปฟังสัมมนาทางด้านการสร้างสรรค์งานออกแบบการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์
ณ ที่สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชาชูปถัมป์ 99 ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 ในวันอังคารที่ 30สิงหาคม 2559 เวลา 8.30 – 12.00 น.

จัดทำโดย
ณัฐณาวึ สุขอิ่ม



โดยได้คุณสมชนะ กังวารจิตต์ Executive Creative Director บริษัท Prompt Design และ คุณมยุรี ภาคลำเจียก ผู้เชี่ยวชาญ และ ที่ปรึกษาสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย มาเป็นวิทยากรให้ความรู้เพิ่มเติม ได้รู้หลักเกณฑ์รายละเอียดของการประกวด และผลงานตัวอย่างรวมถึงคุณสมบัติของผู้ที่เข้าประกวดและต่อมาได้ฟังคำบรรยาย จาก อาจารย์มยุรี ภาคลำเจียก พูดรายละเอียดเกี่ยวกับความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ ว่ามีอะไีบ้าง โดยสรุปคร่าวๆ มีทั้งหมด2ด้าน คือ ด้านเทคนิค และด้านการตลาด และพูดถึงเรื่องการใส่พัสดุในบรรจุภัณฑ์ ให้ปลอดภัย สะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นรูปแบบที่ผลิตได้ง่ายผลิตได้ง่าย และสูญเสียต่ำ
ต่อมา คุณสมชนะ กังวารจิตต์ ได้มาให้ความรู้ที่เน้นไปทางด้านโลโก้ อัตลักษณ์ ได้บอกถึงรายละเอียดของโลโก้แต่ละชนิด และแบ่งประเภท ดังนี้
-Symbol/Icon Brandmark  คือ โลโก้ที่เป็นรูปไม่มีตัวอักษร เป็นโลโก้ที่ทั้งโลกใฝ่ฝันจะมี เพราะจำง่ายสะดุดตามีเอกลักษณ์
-Wordmarks Logotype คือ คำเฉพาะเจาะจง แต่เป็นคำที่แตกต่างและไม่ซ้ำใคร เช่น Google VISA DELL
-Lettermark คือ โลโก้ที่เป็นตัวอักษรย่อสั้นๆ เช่น hp HBO CNN
-Emblems คือ โล้โก้ที่ใส่รายละเอียดชื่อทุกอย่างอยู่ในโลโก้
-Combination mark คือ เป็นรูปแบบผสม คือ มีทั้งตัวอักษรทั้งรูปภาพอยู่ในโลโก้
และได้ยกตัวอย่างของโลโก้แบรนด์ดังต่างๆ ให้ดูความเป็นมาก่อนจะมาเป็นโลโก้ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
แนะนำให้มองและใช้ความคิดเชิงซ้อน มองให้เห็นความธรรมดา จึงจะเห็นความไม่ธรรมดา


รูปภาพบรรยากาศในการฟังสัมมนา




วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สรุปผลการเรียนรู้ครั้งที่2 วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2559

 ในวันนี้ได้ไปดูและฟังงานวิจัยที่อาจาร์ยและทีมงานนำเสนอเรื่อง ChaiNat Community's Brand & Packaging Design เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติการและดำเนินงานของตนเองได้อย่างมีความเข้าใจมากขึ้น

ภาพบรรยาการศในงาน




     











สิ่งที่ได้รับจากการนั่งฟังการนำเสนองานวิจัย

-ได้แนวทางการดำเนินงาน
-ได้เห็นว่าการวิจัยสินค้าสักอย่างหนึ่งมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้ตอนแรก
-ได้รู้ว่าการที่สินค้าหรือโปรดักจะออกมาวางขายได้นั้น ผู้ออกแบบต้องเข้าถึงผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง
-ได้รับรู้เกี่ยวกับอุปสรรค์การทำงาน
-ได้รู้เกี่ยวกับประวัติของผู้ประกอบการแต่ละท่านว่ากว่าจะมาเป็นแบรนด์ทุกวันนี้ กว่าจะได้ส่งออกขายต่างประเทศ มีรายได้มากมาย จะต้องผ่านความยากลำบากแค่ไหน
-ได้รู้เกี่ยวกับการตลาดเพิ่มเติมไปในตัว

*การฟังงานครั้งนี้มีประโยชน์มากๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการทำงานแต่รวมไปถึงการใช้ชีวิตการอยู่แบบพอประมาณใช้แบบพอประมาณในวิถีชาวบ้าน ครั้งนี้ต้องขอขอบคุณอาจาร์ยประชิด ทิณบุตร อาจาร์ยประจำวิชาและผู้ประกอบการรวมทั้งทีมวิจัย ที่ได้แนะนำให้ความรู้ใหม่ต่างๆ ทำให้เกิดความคิดไอเดียในการนำมาใช้ในชีวิตได้จริง

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การออกแบบอัตลักษณ์องค์กร

  การออกแบบอัตลักษณ์องค์กร  (The Corporate Identity Design)  คือ แนวทางหนึ่งของธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีพลัง  อันหมายถึงความคิดแบบ 360 องศาครบถ้วนทุกมิติ เพื่อภาพรวมขององค์กรที่มีประสิทธิภาพและมีเอกภาพผ่านการออกแบบนั่นเอง
                ความจำเป็นอย่างหนึ่งของการสร้างสรรค์อัตลักษณ์องค์กรก็คือ  การวางแผนคิดครอบคลุมครบถ้วนจนสามารถทำให้องค์กรขับเคลื่อนอย่างมีทิศทาง เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ผู้นำรุ่นใหม่ที่สามารถมองภาพรวม  และภาพบนอย่างครอบคลุม  (BIRD EYE VIEW) จนส่งผลให้ธุรกิจ, องค์กรต่างๆเหล่านั้น มีแบรนด์ที่สมบูรณ์  ยั่งยืนถึงลูกหลานส่งผลต่อการจดจำภาพลักษณ์ได้ง่ายดาย

                แนวทางการออกแบบภาพลักษณ์องค์กร  ประกอบด้วยกระบวนการดังนี้ครับ
         1.       การระดมสมององค์กร
เพื่อหาแนวร่วมอันเป็นเอกภาพจากทุกอนูขององค์กร  ทุกองค์ประกอบในแบบ 360 องศาอาจจะปฏิบัติการในรูปแบบการวิจัยขึ้นมาก่อน  มีการวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  พฤติกรรมผู้บริโภค  แนวโน้มทางการผลิตจนสามารถหาดีเอนเอชัดเจน  และแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ อย่างชัดเจน
         2.       การสร้างสรรค์สัญลักษณ์แห่งเอกภาพ
เริ่มต้นการออกแบบจากข้อมูลรอบทิศจนสามารถกำหนดเป็นกุญแจสำคัญของโครงการ จากจุดที่เล็กที่สุดที่พร้อมจะแตกตัวและขยายสู่ภาพรวมที่ใหญ่ที่สุดขององค์กร  ซึ่งเป็นไปทั้งกายภาพที่สัมผัสได้  ตลอดจนเนื้อหาสาระ ความคิด  แนวทางนโยบาย  สะท้อนสู่รูปแบบของตราสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น เครื่องหมายการค้า  สีประจำองค์กร  ขยับสู่ธีมและแนวคิดเฉพาะทางขององค์กร
         3.       การแตกตัวของอัตลักษณ์องค์กร
จากจุดเริ่มต้นเดียวที่มีเอกภาพ สามารถแตกตัวสู่องค์ประกอบต่างๆ ไปพร้อมกัน โดยอยู่ในร่มแห่งความคิดเดียวกัน ครอบคลุมทุกเรื่อง ตั้งแต่ การออกแบบผลิตภัณฑ์  การออกแบบกราฟิก  การออกแบบวัสดุและพื้นผิว  การกำหนดสี  การออกแบบเครื่องแต่งกาย  ของที่ระลึก  เครื่องประดับ  การออกแบบป้าย  รหัสสัญลักษณ์สื่อความหมายต่างๆ  การออกแบบเครื่องเรือน  การออกแบบบรรยากาศภายในคณะมัณฑนศิลป์  การออกแบบสถาปัตยกรรม  ภูมิสถาปัตยกรรม  เป็นต้น  โดยสามารถบ่งบอกได้ว่าทุกเรื่องเกิดจากต้นกำเนิดเดียวกันแตกตัวไปในทิศทางที่ควบคุมได้อย่างมีคอนเซ็ปต
          4.       ก่อเกิดมูลค่ามหาศาล
                ความคิดที่แตกตัวออกไปจากต้นกำเนิดแห่งอัตลักษณ์ ก่อให้เกิดแบรนด์และทิศทางองค์การ ก่อเกิดกระบวนการคิดและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างมากมายมหาศาล ที่สามารถสร้างมูลค่าได้ แต่ต้องผ่านการสร้างสรรค์จากหลายมิติให้เหมาะสมกลมกลืนกัน มีรูปแบบที่สามารถมีสุนทรียภาพ  รสนิยมก่อเกิดคุณภาพ และคุณค่าให้กับองค์กร
    
                     


แหล่งอ้างอิงจาก : http://www.oknation.net/blog/u-sabuy/2013/01/11/entry-1

Identity มันคืออะไร

ว่าด้วยเรื่อง ของ Identity มันคืออะไร คำนี้คุ้นหูมากแต่ไม่ทราบความหมายที่แท้จริง วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จัก Brand Identity ว่าคืออะไร
Identity คือ อัตลักษณ์ ขององค์กร หรืออัตลักษณ์ของตราสินค้าต่างๆ เป็นภาพลักษณ์ ความคิดและรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคได้รับจากตราสินค้าเอกลักษณ์ คือ จุดแข็งที่เสนอคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียว เป็นก้าวแรกขององค์กรที่จะนำพาองค์กร สู่ความสำเร็จ ถามว่าไม่มีได้ไหม? คำตอบคือได้ แต่ท่านลองสังเกตดูว่า เมื่อเราพูดถึง อัตลักษณ์ ขององค์กรต่างๆ เช่น การบินไทย ธนาคารกสิกร ธนาคาไทยพานิชย์ ท่านก็จะนึกออกทันทีว่า สิ่งที่กล่าวมานั้น เป็นบริการอะไร ตราสัญลักษณ์เป็นแบบไหน โทนสีอะไร ภาพเหล่านั้น ก็จะแว้บขึ้นมาทันที เหล่านั้น คือ อัตลักษณ์ขององค์กรที่ทำให้ลูกค้า จดจำและ สร้างความโดดเด่นในแง่ของการแข่งขัน
"/
โครงสร้างเอกลักษณ์(Identity Structure) ประกอบด้วยแก่นของเอกลักษณ์ (Core Identity) แสดงถึงความเป็นแก่นของตราสินค้า  โดยแก่นของเอกลักษณ์จะประกอบไปด้วยส่วนที่ทำให้ตราสินค้าเป็นเอกลักษณ์ และมีคุณค่า เช่น เครื่องดื่มเป๊ปซี่ เต็มที่กับชีวิต
ส่วนขยายเอกลักษณ์ (Extended Identity) เป็นส่วนประกอบที่ช่วยเสริมให้องค์กรมีลักษณะรูปแบบที่เฉพาะตัวและมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นการสร้างจิตวิญญาณให้กับองค์กร บ่งบอกถึงความเป็นองค์กรที่เป็นการสะท้อนให้เห็นภาพที่เป็นจุดยืนขององค์กร  เช่น สโลแกน สัญลักษณ์ หรือรวมไปถึงตัวผลิตภัณฑ์
สร้าง“เอกลักษณ์” ได้อย่างไร
โดยทั่วไปแล้วตราสินค้าที่แข็งแกร่งจะต้องแสดงให้เห็นถ้อยคำเฉพาะ คำขวัญ สีสัน และสัญลักษณ์หนึ่ง ตลอดจนเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง
คำเฉพาะ ชื่อตราสินค้าที่แข็งแกร่ง เมื่อเอ่ยกับคนที่อยู่ในตลาดเป้าหมาย ควรกระตุ้นให้นึกถึงคำอื่นๆ และต้องเป็นคำที่ชื่นชอบ เช่น “การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า”
คำขวัญ มีบริษัทหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จกับเพิ่มคำขวัญ หรือข้อความห้อยท้ายชื่อบริษัทหรือตราสินค้าของตน โดยจะได้รับการกล่าวถึงซ้ำๆ ในโฆษณาทุกชิ้น หรือ ปรากฏตามสื่อทุกสื่อที่กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสพบเห็น ผลของการใช้คำขวัญเดียวกันครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างภาพลักษณ์ตราสินค้าของคนโดยไม่รู้ตัว เช่น การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า รีเจนซี่ บรั่นดีไทย เป็นต้น
สีสั การใช้สีสันที่เหมาะสมมีส่วนช่วยในการจดจำตราสินค้ามากทีเดียว เช่น ธนาคากสิกรใช้สีเขียว ธนาคาไทยพานิชย์ ใช้สีม่วง ธนาคารกรุงศรีอยุทธยาใช้สีเหลือง เป็นต้น


สัญลักษณ์และโลโก้ การใช้สัญลักษณ์หรือโลโก้ก็เป็นการสื่อสารที่ดีและได้ผลมาอย่างยาวนาน องค์กรต่าง ๆ ได้สร้างตราสัญลักษณ์หรือดีไซน์ที่เป็นนามธรรม ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าจดจำ

แหล่งอ้างอิงจาก : http://sanya-indy.com/identity-design/

การใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการออกแบบอัตลักษณ์บรรจุภัณฑ์

การใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการออกแบบอัตลักษณ์บรรจุภัณฑ์
ชื่อข้อเสนอโครงการวิจัย (ภาษาไทย) การใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการออกแบบพัฒนาตราสัญลักษณ์และรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์สินค้าประเภทสมุนไพร สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเขตพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 (จังหวัดชัยนาท จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดอ่างทอง ) ปีงบประมาณ 2560
(ภาษาอังกฤษ) Applying the cultural capital context to design and develop branding and packaging appeal to herbal products of the community enterprise in the area of north central provinces group 2 (Chai Nat , Lopburi , Sing Buri and Angthong ).
โดย ผศ.ประชิด ทิณบุตร สาขาวิชาศิลปกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กทม.

ในปัจจุบันประเทศไทยเรากำลังให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนการนำความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) จากหลากหลายประเด็นเนื้อหาสาระ ไปช่วยคิดช่วยสร้างให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมา เพื่อเพิ่มคุณค่าในสินค้าและบริการเดิมของผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการทุกระดับ ให้มีความแตกต่างจากคู่แข่งทั้งในประเทศและทั้งในตลาดโลก ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย นโยบายและยุทธ์ศาสตร์หลักของประเทศต่างๆ รัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นที่จะปรับโครงสร้างการผลิตและบริการของประเทศให้เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเน้นการผลักดันเรื่องการเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการ บนฐานความรู้และนวัตกรรม นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) ที่รัฐบาลได้ประกาศพันธสัญญาไว้เป็น 4 ด้าน ด้วยกันคือ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคน ด้านสังคมและแรงบันดาลใจ และด้านธุรกิจสร้างสรรค์ การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในมิติต่างๆ ให้แก่ ปัจเจก ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ โดยยังคงใช้แนวคิดและทิศทางการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 พร้อมทั้งขยายการนำทุนของประเทศที่มีศักยภาพจาก 3 ทุน ทั้งทุนสังคม ทุนเศรษฐกิจ และทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็น 6 ทุน ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม ทุนกายภาพ ทุนทางการเงิน ทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทุนทางวัฒนธรรม มาใช้ประโยชน์อย่างบูรณาการและเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะการสร้างฐานทางปัญญาเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้กับคนและสังคมไทยเป็นสังคมที่มีคุณภาพ ก้าวสู่สังคมและเศรษฐกิจสีเขียวที่มีแบบแผนการผลิต และบริโภคอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำความรู้และจุดแข็งของอัตลักษณ์ไทยมาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจบนฐานนวัตกรรมที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างรู้ เท่าทัน สร้างความยั่งยืนของภาคเกษตรและความมั่งคั่งด้านอาหารและพลังงาน รวมทั้งการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาล และความสมานฉันท์ในทุกภาคส่วนและทุกระดับ เป็นฐานการพัฒนาประเทศที่มั่นคงและสมดุล มุ่งสู่การอยู่ร่วมกันใน สังคมอย่างมีความสุขและเป็นธรรม (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,2554 : ก-ซ)

การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถือเป็นแนวทางที่สำคัญ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในทุกระดับที่รัฐบาลได้ส่งเสริมสนับสนุนมา ไม่ว่าจะเป็นกิจการจากระดับบุคคลจากธุรกิจเล็กๆที่เกิดจากผู้ประกอบการรายเดียว ที่เกิดจากการสังคมการร่วมทุนในระดับ หมู่บ้าน จังหวัดและระดับประเทศ อย่างเช่น วิสาหกิจชุมชน โอทอป วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมหรือขนาดใหญ่ ล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญ ทั้งนี้เพราะเป็นกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในภูมิภาคทุกระดับ อย่างที่ทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียต้องรู้เท่าทันและปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม แต่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะประสบความสำเร็จไม่ได้ ถ้าปราศจากการนำสาระเนื้อหา การปรับประยุกต์พัฒนาจากทุนทางวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ไปใช้เป็นตัวเริ่มต้น ทุนวัฒนธรรมนับเป็นสินทรัพย์ที่มีการฝังตัวอยู่ในคุณลักษณ์ของสินค้าและการบริการ (Product & Service Features) สามารถให้คุณค่าทางวัฒนธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้ (Intangible Culture Value Added) แต่สามารถรับรู้เข้าถึงและเข้าใจได้เยี่ยงสุนทรีย์รสที่มนุษย์เรารับรู้ มองเห็นและได้รับสาร (Messages) ที่ส่งจากสื่อกลาง ( Medium) ที่ปรากฏเป็นตัวแทนจากสื่อทัศน์ต่างๆ (Visual Media) ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมนั้นๆทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งทุนทางวัฒนธรรม อาจเป็นวัฒนธรรมที่สัมผัสได้หรือวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ เมื่อสินค้าและบริการมีการฝังตัวของเนื้อหาทางวัฒนธรรมไปด้วย จะเรียกสินค้านั้นว่าสินค้าทางวัฒนธรรม เช่นรูปแบบของสินค้าพื้นเมือง (Cultural or Local Product & Service) ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้มีนโยบายและแผนงานพัฒนาและส่งเสริมทุนวัฒนธรรมไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากวัฒนธรรมเปรียบเสมือนต้นน้ำในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจในการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือเป็นการเอานำเนื้อหา สาระสำคัญทางวัฒนธรรมไปเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการประกอบการทางธุรกิจ นับตั้งแต่การเริ่มวางแผนดำเนินธุรกิจ การออกแบบ การผลิตผลิตภัณฑ์และการบรรจุภัณฑ์ กระบวนวิธีและกลยุทธ์เพื่อการขนส่งและการจัดจำหน่ายให้ถึงมือผู้บริโภคนั่นเอง

การออกแบบตราสัญลักษณ์และรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ของสินค้า นับเป็นกระบวนการหนึ่งซึ่งสำคัญนับแต่ตอนก่อนตั้งต้นทำธุรกิจ การผลิตสินค้าหรือการบริการใดๆ ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการสินค้าทุกรายมีความต้องการและจำเป็นที่ต้องมีการคิด การสร้างสรรค์ การเลือกสรรใช้ ต้องมีการปรึกษาหารือกับนักออกแบบ เพื่อการวางแผนนำไปใช้งานร่วมเป็นทุนในการประกอบธุรกิจ ธุรกรรม นิติกรรม และกิจกรรมต่างๆ ซึ่งอาจจะใช้ทั้งบนตัวผลิตภัณฑ์หรือภายนอกตัวผลิตภัณฑ์และหรือรวมไปถึงการบริการด้วย ทั้งนี้ก็เพราะตัวตราสัญลักษณ์ก็คือสิ่งที่ระบุเริ่มแรก ใช้บ่งชี้เฉพาะถึงความเป็นตัวตน ความเป็นอัตลักษณ์ และความมีเอกลักษณ์เฉพาะของผู้ผลิตและตัวสินค้าและบริการ ซึ่งเมื่อเกิดมีผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแล้ว สินค้าบางชนิดก็ย่อมต้องการตัวบรรจุภัณฑ์มาร่วมทำหน้าที่ในการบรรจุ การห่อหุ้มปกป้องรักษา ทำหน้าที่สื่อสารโฆษณาประชาสัมพันธ์ บอกกล่าว แจ้งข่าวสารต่างๆให้ทราบถึงคุณความดีหรือสรรพคุณ ที่เกี่ยวข้องในตัวผลิตภัณฑ์ กระทั่งอำนวยความสะดวกในการจัดการ การขนส่งและการจัดจำหน่ายถึงปลายทางคือการใช้งานขณะที่ถึงมือผู้บริโภค การเก็บรักษาและหรือการกำจัดเมื่อสิ้นสุดการใช้งานลง ตราสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า หรือที่มักเรียกใช้คำทับศัพท์ว่า ”แบรนด์ (Brand)” นั้นจึงเป็นคุณลักษณ์หรือส่วนควบสำคัญ (Product Features & Components) ที่จำเป็นต้องมีและดำเนินการปรับเปลี่ยน พัฒนาไปพร้อมในวัฏจักรวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) ซึ่งหากทั้งตราสัญลักษณ์และรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ของสินค้าได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างพิเศษ อย่างตั้งใจให้มีการออกแบบสร้างสรรค์ มีประวัติ มีแนวความคิดแฝงที่ดี มีที่มาของเรื่องราวที่ทรงคุณค่า มีการออกแบบเขียนแบบสร้างสรรค์อย่างสมบูรณ์ มาตรฐานอย่างลงตัว ก็ย่อมจะสามารถได้รับการยอมรับ ความนับถือมั่นใจและตัดสินใจซื้อจากผู้บริโภคได้ยืนยาวอย่างยั่งยืน (Brand Royalty) ดังนั้นตราสัญลักษณ์และรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์สินค้าจึงเปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตัวสินค้าและองค์กรผู้ผลิต ที่สามารถปรับเป็นทุนหรือคิดเป็นมูลค่าได้เช่นเดียวกับสินทรัพย์อื่นๆนั่นเอง

สรุปผลการเรียนรู้ครั้งที่1 วันพุธที่ 10 สิงหาคม 2559

   วันนี้อาจารย์ไม่ได้มาสอนเพราะติดภาระกิจ อาจารย์เลยให้อ.มาศมาสอนแทน อ.มาศได้อธิบายรายละเอียดของกฎกติกาการประกวดเกี่ยวกับการพัฒนาและสร้างสรรค์การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ฟัง
และได้เน้นการสอนไปทางเรื่องบรรณจุภัณฑ์การออกแบบยังไงให้ดูน่าสนใจ ได้หยิบตัวอย่างหลายๆแบบมาอธิบายให้ฟัง ว่าแบบไหนควรนำไปต่อยอด และแบบไหนไม่ควรทำตาม จากนั้นอ.มาศก็ได้พูดคุย ถามตอบเรื่องบรรณจุภัณฑ์ในคาบ แล้วก็ปล่อยกลับบ้าน

“วิสาหกิจชุมชน”

 “วิสาหกิจชุมชน” อาจจะเป็นคำใหม่ที่หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจ และเข้าใจผิดไปว่าเป็นการช่วยเหลือของภาครัฐในด้านการสนับสนุนเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพเหมือนหลาย ๆ โครงการที่ผ่านมา ซึ่งวิสาหกิจชุมชน เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่ขนานไปกับเศรษฐกิจกระแสหลัก อันเนื่องมาจากว่าเศรษฐกิจกระแสหลักก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ของประชาชนและก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย

     วิสาหกิจชุมชนเกิดขึ้นจากการนำเอาแนวทางเศรษฐกิจชุมชนหรือแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ คำว่า “วิสาหกิจชุมชน” นั้นสามารถใช้คำว่า “ธุรกิจชุมชน” แทนได้ อันเนื่องมาจากว่าชุมชนไม่ใช่รัฐ ดังนั้นสถาน-ประกอบการที่ชุมชนเป็นเจ้าของก็ต้องจัดว่าเป็นของภาคเอกชนเช่นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าหากใช้คำว่าธุรกิจนั่นก็หมายถึงการแสวงหากำไรเป็นที่ตั้ง แต่สถานประกอบการที่ชุมชนเป็นเจ้าของนั้นกลับมีแนวคิดที่เน้นการพึ่งพาอาศัยกันมากกว่าการแสวงหากำไร ดังนั้นจึงควรใช้คำว่า “วิสาหกิจชุมชน” เช่นเดียวกับ “รัฐวิสาหกิจ” ที่หลายคนรู้จัก โดยวิสาหกิจชุมชนนั้นจัดเป็นกลุ่มกิจกรรมของชุมชนที่ชุมชนคิดได้จากการเรียนรู้ ไม่ใช่กิจกรรมเดี่ยว ๆ ที่ทำเพื่อมุ่งสู่ตลาดใหญ่ และไม่ใช่กิจกรรมที่ซับซ้อนอะไร ล้วนแล้วแต่เป็นการทำกินทำใช้ทดแทนการซื้อจากตลาดได้ และเป็นการจัดการระบบการผลิตและบริโภคที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การจัดการเรื่องข้าว หมู เห็ด เป็ด ไก่ ผัก ผลไม้ น้ำยาสระผม สบู่ น้ำยาล้างจาน หรืออื่น ๆ ที่ชุมชนทำได้เองโดยไม่ยุ่งยากนัก การทำกินทำใช้ทดแทนการซื้อเป็นการลดรายจ่ายและยังช่วยให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่เข้มแข็งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการจัดระบบเศรษฐกิจใหม่ให้เป็นฐานที่เป็นจริงในชุมชน เพราะถ้าชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเปรียบเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนเสาเข็มของตึกที่ทำให้ตึกมั่นคงแข็งแรงเศรษฐกิจของประเทศก็จะเข้มแข็งและอยู่ได้ ที่ผ่านมาระบบเศรษฐกิจในประเทศเปรียบเหมือนการสร้างตึกที่มีฐานแคบ ถ้าฐานไม่แข็งแรง ตึกก็พังลงมา ดังนั้น วิสาหกิจชุมชนจึงมีความสำคัญในการสร้างฐานมั่นคงให้กับประเทศได้ โดยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าให้เข้มแข็งและกระจายโอกาสการประกอบอาชีพให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น

     “วิสาหกิจชุมชน” จัดเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ไม่มีรูปแบบ ไม่ได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การสนับสนุนจึงไม่เป็นระบบและไม่มีเอกภาพ ส่งผลให้มีปัญหาในการดำเนินงานเพราะวิสาหกิจชุมชนบางแห่งไม่เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชน และบางครั้งมีการสนับสนุนจากภาครัฐแต่ไม่ตรงความต้องการที่แท้จริง พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 จึงได้ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2548 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว